Enterprise NAS vs. Consumer NAS : ความแตกต่างที่คุณต้องรู้

blog-choosing an enterprise storage

Table of Contents

ข้อดีที่สำคัญอย่างหนึ่งของอุปกรณ์ NAS (Network Attached Storage) คือการรองรับเทคโนโลยีที่เรียกว่า RAID (Redundant Array of Independent Disks) เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ซอฟต์แวร์ที่จัดการอุปกรณ์ NAS สามารถกระจายและทำสำเนาข้อมูลที่จัดเก็บไว้ไปยังฮาร์ดดิสก์หลายๆ ลูกได้ ซึ่งหมายความว่าแม้ฮาร์ดดิสก์ลูกใดลูกหนึ่งจะทำงานไม่ได้ ระบบ RAID ก็สามารถนำฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ที่ว่างเปล่าเข้ามาแทนที่และสร้างข้อมูลที่เคยอยู่ในลูกที่เสียขึ้นมาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ วิธีการถ่ายโอนข้อมูลในระดับไฟล์เช่นนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นและกลุ่มผู้ใช้ระดับที่มีความชำนาญแล้ว

ใน NAS สำหรับผู้ใช้ทั่วไป อาจมีแอปพลิเคชันให้เลือกติดตั้งมากมาย แต่คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า แอปเหล่านั้นจำเป็นสำหรับความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรของคุณในปัจจุบันจริงๆ หรือ?

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกล ทุกสิ่งที่คุณต้องการเกือบจะสามารถทำได้ผ่านอุปกรณ์พกพา สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญที่สุดคือ “แก่นแท้” ของสิ่งที่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลควรจะมอบให้ คุณต้องการเปิดช่องโหว่จนทำให้ใครบางคนจากเครือข่ายสาธารณะสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณหรือไม่? ยิ่งมีแอปมากเท่าไร ก็ยิ่งมีช่องโหว่มากขึ้นเท่านั้น นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเมื่อหลายปีก่อน แต่ในปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ทำไมอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กร (Enterprise Storage) จึงมีความสำคัญ

หนึ่งในเหตุผลหลักที่ต้องเลือกใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรคือ ศักยภาพในการสำรองข้อมูลที่เหนือกว่า อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มาพร้อมกับช่องใส่ฮาร์ดดิสก์หลายช่อง (Multi-bay) เพื่อให้คุณสามารถตั้งค่าให้ฮาร์ดดิสก์สองลูกเก็บข้อมูลชุดเดียวกันได้(หรือที่รู้จักกันในทางเทคนิคว่า RAID 1) ด้วยการตั้งค่านี้ หากฮาร์ดดิสก์ลูกหนึ่งล้มเหลว ไฟล์ของคุณจะยังคงปลอดภัยและพร้อมใช้งานในลูกที่สอง หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คุณสามารถจัดการฮาร์ดดิสก์หลายลูกให้ทำงานร่วมกันเป็นไดรฟ์ขนาดใหญ่เพียงไดรฟ์เดียวได้ (เช่น RAID 5) และไม่ต้องกังวลว่าเรื่องเหล่านี้ที่ฟังดูซับซ้อนนั้นจะตั้งค่ายากเกินไป เพราะซอฟต์แวร์ที่มาพร้อมกับเครื่องจะจัดการทุกอย่างให้คุณเอง

ข้อดีอีกประการของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรคือ สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ในเครือข่ายของคุณ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อป อุปกรณ์จะทำงานและพร้อมให้คุณใช้งานอยู่เสมอ ซึ่งนี่คือหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สุด นอกจากนี้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่ยังอนุญาตให้คุณเข้าถึงไฟล์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย (หากตั้งค่าเครือข่ายอย่างถูกต้อง) ดังนั้นคุณจะสามารถดึงข้อมูลสำคัญได้ไม่ว่าจะอยู่ที่สำนักงานหรือระหว่างการเดินทางก็ตาม

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการปกป้องข้อมูลและความพร้อมใช้งานข้อมูลสำคัญของคุณในทุกสถานการณ์และจากทุกที่ หลายคนอาจมองว่าอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรมีราคาสูง แต่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว

อะไรคือปัจจัยสำคัญที่คุณควรสนใจ เมื่อใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กร?

พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากกว่า (More Storage Space)

อุปกรณ์ NAS ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้อย่างมหาศาล ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมได้อย่างชัดเจน เป็นที่น่าสังเกตว่าแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีพื้นที่จัดเก็บที่จำกัด ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานในระดับองค์กร

การใช้ NAS เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะองค์กรไม่จำเป็นต้องซื้อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแยกสำหรับผู้ใช้แต่ละคน แต่เป็นการรวมศูนย์พื้นที่ไว้ในที่เดียว ทำให้แต่ละคนสามารถใช้พื้นที่ได้ตามความต้องการจริง แม้ว่าผู้ใช้งานจะต้องการใช้ข้อมูลจำนวนมากขนาดไหนก็ตาม

พื้นที่เก็บข้อมูลคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud Storage)

ความสะดวกสบายของบริการคลาวด์สาธารณะเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สำหรับผู้ใช้ในองค์กรที่ต้องจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ความกังวลว่าจะมีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ย่อมเรื่องที่ต้องสนใจ แต่โชคดีที่อุปกรณ์ NAS สามารถสร้างระบบคลาวด์ส่วนตัวที่ปลอดภัยให้คุณได้ ทำให้คุณจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกสอดแนม

การปกป้องข้อมูล (Data Protection)

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์เสียหาย หรือเครื่องดื่มหกใส่แล็ปท็อป ซึ่งอาจทำลายข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้ได้ แต่เมื่อคุณใช้อุปกรณ์ NAS เป็นตัวเก็บข้อมูลส่วนกลาง จะทำให้ข้อมูลไม่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของฮาร์ดแวร์ ข้อมูลของคุณจะยังคงปลอดภัย

ประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายระบบ (Performance and Scalability)

แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด หากคุณต้องการให้ NAS เป็นระบบอเนกประสงค์ที่รองรับฟังก์ชันหรูหรามากมาย เช่น ระบบร้องคาราโอเกะที่อัปเดตเพลงได้หลายพันเพลงเพื่อความบันเทิง ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้มักเป็นเป้าหมายโปรดของแฮกเกอร์ทั้งหลาย

หรือแม้ว่าคุณจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายระหว่างการกักตัวจาก COVID-19 ก็ไม่มีปัญหา ด้วย NAS ที่มีฟังก์ชันหรูหราช่วยให้คุณติดตั้งเกม PC ได้ ช่วยฆ่าเวลาได้อย่างสนุกสนาน และแน่นอนว่ามันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่มากขึ้นในการกู้คืนข้อมูลสำคัญของคุณจากแรนซัมแวร์ (Ransomware) ส่งผลให้เวลาที่ใช้ในการกู้คืนจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

ยิ่งคุณติดตั้งมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเผชิญกับอันตรายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการ (OS) ของเครื่องก็จะเริ่มไม่เสถียรเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าคุณจะไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะเพื่ออัปเดตอะไรเลยก็ตาม

ความปลอดภัยและคุณสมบัติด้านการปกป้องข้อมูล (Security and Data Protection Features)

เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์จะอยากได้ของที่มีคุณสมบัติมากขึ้นในราคาที่เท่าเดิม เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ว่าจะเห็นคนพยายามติดตั้งแอปให้ได้มากที่สุดใน NAS ราคาประหยัดเพียงเพื่อจะแสดงว่า “ฉันจ่ายเงินไปแค่ไม่กี่พันบาท แต่ได้ฟังก์ชันการทำงานมากมายใน NAS เครื่องใหม่ของฉัน” บางครั้งคุณไม่ได้ต้องการใช้ฟังก์ชันเหล่านั้นจริงๆ แต่คุณแค่ต้องการพิสูจน์ว่า “การตัดสินใจของฉันนั้นถูกต้อง”

แล้วสิ่งเหล่านั้นให้อะไรกับคุณ? ทุกแอปพลิเคชันอาจมีช่องโหว่ซ่อนอยู่ การแก้ไขช่องโหว่แต่ละครั้งต้องใช้แพตช์ (Patch) และทุกแพตช์จำเป็นต้องได้รับการอัปเดตหลังจากการอัปเกรดเฟิร์มแวร์ (Firmware) และทุกการอัปเกรดเฟิร์มแวร์ก็ต้องมีการรีบูตระบบ… เดี๋ยวก่อน คุณไม่ใช่เจ้าหน้าที่ไอที คุณซื้อ NAS นี้มาเพื่อ “ใช้งาน” ไม่ใช่เพื่อ “ทดสอบ”

และที่สำคัญที่สุด พูดกันตามตรง การอัปเกรด/รีบูต NAS บ่อยๆ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรามั่นใจว่าคุณคงไม่อยากให้ข้อมูลส่วนตัวของคุณถูกเปิดเผยในเครือข่ายสาธารณะแน่ๆ

ความคุ้มค่าในการลงทุนและผลตอบแทน (Cost Efficiency and ROI Factors)

คุณสามารถพบเจอไวรัสมากมายที่ทำงานอยู่บนเครือข่ายสาธารณะ ที่โด่งดังที่สุดคือ แรนซัมแวร์ (Ransomware) ซึ่งจะเข้ารหัสข้อมูลของคุณและจะถอดรหัสให้ก็ต่อเมื่อคุณจ่ายค่าไถ่ นี่อาจเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ แต่ถ้าข้อมูลถูกขโมยไปล่ะ? สมมติว่าบริษัท A กำลังออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่บริษัท B ขโมยแผนธุรกิจหรือแผนงานไป และประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันออกมาก่อนวันเปิดตัวของบริษัท A คุณคิดว่าความเสียหายจะมีมูลค่าเท่าไหร่?

ประเด็นคือ เราจะสามารถป้องกันได้อย่างไร? ควรเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่จะต้องมาตามกู้คืนข้อมูลหรือคอยไล่ตามคู่แข่ง

เทคโนโลยี WORM, Daemons และ Packages ที่อัปเดตอยู่เสมอ

WORM (Write Once, Read Many) ไม่ได้หมายถึงหนอน แต่เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบและนำมาใช้ในตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามชื่อของมันเลยคือ ข้อมูลที่ถูกเขียนไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (ไม่ว่าจะลบหรือแก้ไข) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทำให้เป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการป้องกันการแก้ไข/ลบข้อมูลจากไวรัสเหล่านั้น

อีกหนึ่งวิธีป้องกันที่คุณสามารถทำได้คือ การอัปเดตแพ็คเกจต่างๆ ที่ติดตั้งในระบบ NAS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ และอย่างที่กล่าวไป ยิ่งคุณติดตั้งมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งต้องคอยอัปเดตมากขึ้นเท่านั้น การรักษาระบบของคุณให้เรียบง่ายที่สุดจะช่วยลดภาระในการบำรุงรักษาส่วนนี้ไปได้อย่างมาก

เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต (Future-Proofing Your Enterprise Storage)

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับ Tier-1 จะไม่ได้สนใจไล่ตามเพื่อออกฟีเจอร์แฟนซีต่างๆเพื่อนำมาใส่ในระบบปฏิบัติการ แต่จะทุ่มเทเวลากว่าหลายทศวรรษเพื่อทำให้เป้าหมายพื้นฐานที่สุดคือมี “ความเสถียรและเรียบง่าย” ซึ่งเป็นรากฐานของสิ่งที่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรควรจะเป็น

เราออกแบบ User Interface (UI) ที่ใช้งานและบำรุงรักษาง่าย ทำให้ทุกอย่างเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และลดความพยายามที่เจ้าหน้าที่ไอทีต้องรับมือ เพื่อให้ผู้จัดการสามารถนำเวลาและเงินอันมีค่าไปใช้กับสิ่งสำคัญอื่นๆ ได้ นี่คือเป้าหมายที่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรทุกเครื่องควรจะมุ่งไป

Official Blog

Latest Trends and Perspectives in Data Storage Management